ฉลาดเกมส์โกง (Bad Genius) (2560) — บาดแผลของเด็กไทยต่อการศึกษา

หนังเรื่องนี้ค่อนข้างสร้างอิมแพคให้กับคนดูพอสมควร ด้วยตอนแรกอาจดูเหมือนเน้นกลุ่มตลาดวัยรุ่น ความจริงแล้วไม่เลย มันมีการเสียดสีระบบการศึกษาไทยไว้อย่างเจ็บแสบ ซึ่งปกติเรามักจะเห็น จีดีเอช ทำแต่หนังรักหรือหนังผี ในคราวนี้เป็นพล๊อตใหม่โทนดาร์คๆ ตัวละครทุกตัวเป็นสีเทาซึ่งพบได้จริงในชีวิตของเรา ขอบอกว่าบทนำเสนอและทำออกมาได้ประทับใจพอสมควร หนังเปิดเรื่องออกมาได้ดี เล่าปูตัวละครต่างๆ ให้สมเหตุสมผลกับการกระทำต่อๆไป เริ่มจาก “ลิน” เด็กทุนเรียนดี ของรร. ต้องการช่วยเหลือ “เกรซ” เพือนสนิทของตนเอง การโกงเริ่มต้นขึ้น เมื่อ “พัฒน์” เด็กหนุ่มบ้านรวยที่ต้องการใช้เงินซื้อเกรด ยื่นข้อเสนอให้กับ “ลิน” ว่าเค้าต้องการให้ลินโกงข้อสอบ STIC เพื่อใช้เข้ามหาวิทยาลัยระดับโลก โดยแผนนี้ต้องใช้การช่วยเหลือจาก “แบงค์” นักเรียนทุนอีกคนที่เกลียดการทุจริต แต่ต้องยอมทำเพราะเงินก้อนโตเพื่อช่วยเหลือแม่ จากการโกงกันในวงเล็กกลายเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนตัวเห็นว่า งานโปรดักชั่นดีมาก ไม่เถียง สนุกและตื่นเต้น ก็ไม่ปฏิเสธ แต่ความไม่เมคเซ้นหลายอย่างทำให้อยากชูนิ้วกลางมาก คือมันไม่ใช่ หนังไม่ควรเป็นแบบนี้ หรืออย่างน้อยก็ไม่อยากให้เป็นแบบนี้ แต่ห้ามไม่ได้ เพราะวัฒนธรรมบ้านเรามันเป็นแบบนี้

เราต้องขอเปรียบเทียบกับหนังเรื่องอื่นและเล่าย้อนกลับไปถึงผลงานก่อนหน้าของผู้กำกับคนเดียวกันอย่างบาส ในเรื่อง Countdown เล่าเรื่องของ 1 หนุ่ม 2 สาว ที่หนีไปใช้ชีวิต ตปท เพื่อหลบหนีความผิดตัวเองที่เคยก่อไว้ และได้พบกับหนุ่มส่งยาชื่อจีซัส ที่สุดท้ายก็เป็นเพียงคนในจินตนาการที่มาสั่งสอนให้ตัวเองต้องยอมรับในความผิดและกลับไปชดใช้กรรมที่ไทยตามเดิม เมื่อเทียบกับเรื่องนี้ก็คือ 2 หนุ่ม 2 สาวที่ร่วมกันโกงข้อสอบ ทำให้ 2 คนได้ไปเรียนมหาลัยที่เมกา คนนึงชีวิตพังเพราะถูกจับได้ อีกคนได้บทเรียนเลยเลิกโกง และคนที่ชีวิตพังก็มาทำลายชีวิตคนกลับใจจนพังและต้องรับสารภาพไปอีกคน ซึ่งทำให้นึกถึงจุดนึงร่วมกันของหนัง 2 เรื่องนี้คือ ต่อให้หนังเล่นมาดุเดือดดิบยังไง สุดท้ายหนังก็ต้องมาสั่งสอนคนดูเรื่องผิดชอบชั่วดีไปหมด ทำให้มันไม่เมคเซ้นและน่าเบื่อมาก มันไม่ควรจบแบบนี้ มันไม่ควรโลกสวยแบบนี้ มันเหมือนคนสร้างพยายามโปรโมทด้วยการเอาความปรารถนาในใจลึกๆ ที่เราต่างก็มีกันอยู่ออกมาเล่น เค้นให้สุด แล้วตอนจบก็กลับตบเราด้วยตำราโลกสวยทุ่งลาเวนเดอร์ แบบเล่นกับความในใจเราว่า เฮ้ย มึงก็เคยอยากลอกข้อสอบหรือตอนเด็กๆ มึงก็เคยลอกกันมาแล้วหรือเปล่าวะ มาดูหนังของเราสิ จะช่วยตอกย้ำความรู้สึกอยากลอกของมึง แล้วก็ตบมึงแรงๆ ด้วยหลักผิดชอบชั่วดีสุดน้ำเน่านี้

ซึ่งเอาจริงๆ ผู้สร้างหรือสตูก็ไม่ผิดหรอกที่มาทางนี้ เพราะหนังที่เคยไปสุดทางอย่าง อวสานโลกสวย กลายเป็นว่าไม่ประสบความสำเร็จ มันทำให้มองเห็นว่าจริงๆ แล้วสังคมวัฒนธรรมการดูหนังหรือละครของคนไทยก็ยังคงติดอยู่กับอะไรเดิมๆ นั่นก็คือ ไม่สามารถทนกับตอนจบแบดเอ็นดิ้งได้ คือทุกอย่างต้องจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งเท่านั้น พระเอกนางเอกสมหวัง ตัวร้ายได้รับกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ถ้าตัวร้ายไม่ได้รับกรรมจะชักตายเพราะรับไม่ได้ จำหนังเรื่อง ฝากไว้ในกายเธอ ได้ไหม ที่ตอนสุดท้ายตัวร้ายก็ไม่ได้รับกรรม และนั่นแหละที่เสียงวิจารณ์ออกมาแย่ เพราะคนรับไม่ได้ที่ทำชั่วไม่ได้ชั่ว คือสังคมและวัฒนธรรมมันเป็นแบบนี้ หล่อหลอมมาด้วยศีลธรรมที่ท่องจำปากต่อปากกันมา และค่ายหนังก็ต้องเพลย์เซฟเพื่อทำเงิน อีกอย่างคือการต้องมานั่งพะวงว่าเวลาสื่ออะไรไป เด็กวัยรุ่นจะทำตาม ก็เลยต้องเพลย์เซฟอีกอย่างโดยการทำให้การโกงข้อสอบในเรื่องห่างไกลความเป็นไปได้จริง เชื่อว่าเค้าทำไว้ป้องกันเด็กเลียนแบบทำตาม ซึ่งก็กลายเป็นว่าหนังไม่สามารถจะสมจริงมากกว่านั้นและไม่สามารถจะไปจนสุดทางได้เพราะมันจะไป trigger ต่อมศีลธรรมของสังคม ซึ่งจาจาก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง ได้แต่ยอมรับ

แต่นี่ก็ไม่ใช่เหตผลเดียวที่ทำให้รู้สึกว่าหนังมันไม่ใช่ คือประเด็นความสัมพันธ์พ่อลูกที่มันไม่มีเหตุผลที่จะให้คลี่คลายเลย มันง่ายเกินไป จากที่ตึงๆ กันมาเพราะเรื่องบังคับเรียน กลายมาเป็นลูกต้องโกงข้อสอบเพื่อหาเงิน และจากนั้นพ่อก็ดูไม่ค่อยกีดกัน แค่เสียใจ แต่ตัวละครก็กีดกันพ่อออกไป พอพ่อหัวร้อนมาตามหาลูก เจอเพื่อนลูกบอกไปว่าหนีไปเที่ยวกับแฟน พ่อลูกคุยกันดีๆ นะ แล้วก็หายโกรธเลยหรอ ซึ่งคือบิ้วมาครึ่งเรื่อง มาจบง่ายๆ กอดคอร้องไห้ดราม่ากันแบบนี้เลยหรอ คนดูไม่ได้โง่นะ ซึ่งมันไม่โอเคจริงๆ ฉากการโกงข้อสอบที่ตั้งใจให้ไม่สมจริงก็บิ้วนานจนเกินไป คือเล่านานเกินไปจนดูแล้วเหนื่อย เหมือนมีโต้งบรรจงมาช่วยกำกับ เพราะโต้งบรรจงชอบบิ้วคนดูนานมากๆ จนคนดูเหนื่อยแบบไม่ต้องการแล้ว พอเถอะ ซึ่งกลายเป็นว่าหนังยาว 2 ชม โดยไม่จำเป็น อีกเหตุผลนึงนั้นไร้สาระมาก จะข้ามไปก็ได้ คือเจมี่เจม พอเจอหน้าเจมี่เจมละอยากเดินออกโรงตั้งแต่วินาทีนั้น เกลียดทรงผมเจมี่เจม เกลียดหัวนมดำของเจมี่เจม เกลียดคาแรกเจอร์ของเจมี่เจม เกลียดการเดินขาเป๋ของเจมี่เจม สรุป เกลียดเจมี่เจม และอีกอย่างคือ นนกุลไม่ถอดเสื้อ แต่เจมี่เจมถอดแทน ซึ่งถ้านนกุลถอดเสื้อ และเจมี่เจมไม่ถอด อาจจะให้นิ้วโป้ง

โดยรวมคือหนังไม่ได้ห่วยเลย และไม่ได้ติดใจอะไรกับการที่เพจอื่นอวยเหมือนโลกนี้ไม่เคยมีหนังอะไรออกมาฉายในโรงหนังเลย มันแค่ทำให้จาจาเห็นว่า บางทีจาจาก็ชอบคาดหวังอะไรมากไป โดยลืมคิดไปว่าหนังก็ทำออกมาเพื่อตอบสนองสังคม และสังคมบ้านเรามันไม่ค่อยเป็นไปในทางที่จาจาอยากให้เป็นเท่าไหร่ ก็เหมือนได้เรียนรู้ว่าทีหลังอย่าคาดหวังหนังไทยไว้เยอะว่าจะไปสุดทางโหดๆ เหมือนหนังฝรั่ง มันคงเป็นไปได้ยาก และเราก็จะต้องทนดูหนังฟีลกู๊ดเดิมๆ ที่เอาคำว่าพล็อตแปลกใหม่มาเป็นหน้ากากบังหน้ากันต่อไปอีกนานเลยแหละ สู้ๆ นะพี่น้องชาวไทย

Advertisements
หมวดหมู่:

ทิ้งคอมเม้นไว้ตรงนี้

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s