“TRON” In a Nutshell — ตำนาน “ล่าข้ามโลกอนาคต” โดยสังเขป

เชื่อว่าทุกคนน่าจะเคยรู้จักหรือเคยดูหนังไซไฟล้ำยุคอย่าง Tron: Legacy (2010) มาแล้ว แต่อาจจะไม่รู้ว่ามันเป็นหนังภาคต่อของหนังชื่อเดียวกันนี้ตั้งแต่สมัย 1982 หรือ 28 ปีก่อนหน้าภาคนี้ ในยุคที่คอมพิวเตอร์ยังเป็นของใหม่และราคาแพงมากๆ และหนังที่ใช้ซีจีในสมัยนั้นยังไม่มีเลย นี่เป็นความพยายามครั้งแรกของวอลท์ดิสนีย์ในการพยายามสร้างหนังโดยใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิกผสมกับคนแสดงเป็นเรื่องแรกๆ ของโลก นำแสดงโดยลุงเจฟ บริดเจส สมัยยังหนุ่มๆ เรื่องราวของโปรแกรมเมอร์หนุ่มเควิน ฟลินน์ ที่ทำงานให้กับบริษัทคอมพิวเตอร์ชื่อ ENCOM เขียนเกมออกมา 5 เกม แต่กลับถูกวิศวกรชื่อ เอ็ด ดิลลิงเจอร์ ขโมยผลงานไป แถมยังได้เลื่อนชั้นเป็นผู้บริหารบริษัท ฟลินน์เลยลาออกมาเปิดร้านเกมอาเขต ต่อมาดิลลิงเจอร์ได้พัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ชื่อ MCP หรือ Master Control Program ที่เอาไว้ใช้ควบคุมระบบเสมือนของบริษัท หรือ Grid นับวัน MCP ก็ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ แล้วเริ่มมีความคิดอยากระเบิดตึกเพนตากอนของอเมริกาและเครมลินของรัสเซีย ระหว่างนั้นฟลินน์ก็เขียนโปรแกรมชื่อ CLU แฮคเข้าไปในกริดเพื่อหาไฟล์ที่เป็นหลักฐานส่าดิลลิงเจอร์ขโมยเกมของเขา แต่ระบบป้องกันที่แน่นหนาของ MCP ก็จัดการได้ และไปเตือนดิลลิงเจอร์ว่ามีผู้บุกรุกระบบ ดิลลิงเจอร์เลยเรียกโปรแกรมเมอร์ชื่อ อลัน เข้ามาเพื่อบอกว่าจะระงับงานแผนกของเขา 2-3 วันเพราะมีคนบุกรุก ซึ่งอลันก็กำลังพัฒนาโปรแกรมชื่อ TRON ที่มาจากคำว่า elecTRONic เพื่อทำหน้าที่ป้องกันระบบกริด และดูแลติดตาม MCP แต่ MCP ก็ฉลาดและเริ่มมีอำนาจ เลยไม่พอใจที่มีโปรแกรมมาติดตาม อลันเลยไปตามลอร่า นักวิจัยของ ENCOM แฟนเก่าของฟลินน์ ที่กำลังพัฒนาเลเซอร์ที่แปลงสสารให้เข้าไปอยู่ในระบบกริด ให้ลอร่าไปเตือนฟลินน์เรื่องการแฮคระบบ เพราะระบบจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ฟลินน์ขอความช่วยเหลือให้ลอร่าพาเข้าไปในบริษัทเพื่อที่เขาจะได้ไปหาไฟล์ แต่ MCP เข้ามาขัดขวางโดนการฉายเลเซอร์ให้ฟลินน์เข้าไปอยู่ในระบบกริด ฟลินน์เลยต้องหาทางเอาตัวรอดออกมาโดยอาศัยความช่วยเหลือจาก ตรอน และเพื่อนโปรแกรมที่เจอในกริดอย่าง คลอม และ แรม และต่อกรกับ MCP ที่มีอำนาจมากขึ้นทุกเวลา

เนื้อเรื่องเนิร์ดมากชนิดที่ว่าดูรอบเดียวก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ ต้องกรอไปมาเพื่อจับใจความ ในยุคที่วิดีโอเกมคือความเป็นดิจิตอลที่สุดที่คนสมัยนั้นเข้าใจ การทำหนังที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์หรือไซเบอร์บลาๆ ออกมา มันค่อนข้างเกินความเข้าใจของผู้คน ทำให้หนังประสบความล้มเหลวทางด้านรายได้ แต่มันก็เป็นก้าวที่สำคัญของวงการฮอลลีวูดในการพัฒนาคอมพิวเตอร์กราฟฟิกในการเพิ่มสเปเชี่ยลเอฟเฟกต์ให้หนังในยุคต่อๆ ไป การเล่าเรื่องค่อนข้างสมัยนั้นเลย คือเล่าๆ ปูเรื่อง แล้วตัดจบฉับๆ ไปแบบอะไรนะ จบแล้วหรอ ทำเอาเหวอไปเล็กน้อยเพราะเราชินกับจังหวะการเล่าเรื่องแบบปัจจุบัน ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือฉากที่ใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิกสร้าง ซึ่งเหมือนเล่นเกมเก่าๆ มาก ภาพดูย้อนยุค แต่มีความโมเดิร์นของสมัยนั้น ถือว่าทำได้สวย ฉากยิงยานเหมือนเรากำลังเล่นเกมพวกแฟมิค่อมอะไรพวกนี้เลย ฉากขับรถไลท์ไซเคิลก็ทำได้ดีมากเทียบเท่าฉบับใหม่ แถมยังมีฉากปาจานร่อนที่ก็ทำออกมาสวยไม่แพ้กัน เพลงประกอบยิ่งมีความเห่อดิจิตอลเหมือนเกมสมัยนั้น ฉากแอคชั่นยังไม่สุดเพราะสร้างสรรค์ยาก ต้องใช้ทั้งคนแสดง คอมพิวเตอร์กราฟฟิก และการวาดภาพลงสีบนแผ่นฟิล์มผสมกัน พอเข้าใจได้ โดยรวมคือสนุกแบบกลางๆ เหมาะแก่การไปหาดูหลังจากดู Tron: Legacy จบ จะทำให้เราพอมองภาพรวมของจักรวาลหนังชุดนี้ได้กว้างขึ้น

ในสมัยที่หนังเรื่องนี้เข้าฉาย เป็นหนังที่ค่อนข้างล้ำยุคมาก ด้วยภาพกราฟฟิกที่เป็นโทนสีดำฟ้าสะดุดตา และเพลงกระกอบที่มีความไซเบอร์พังค์ ได้วงดนตรีสุดพีคอย่าง Daft Punk มาทำเพลงประกอบให้ คนดูอย่างเราก็เข้าใจว่าเป็นหนังใหม่ของวอล์ทดิสนีย์ แต่ความจริงคือเป็นภาคต่อของหนังชื่อเดียวกันเมื่อ 28 ปีที่แล้วอย่าง TRON (1982) ได้พระเอกหน้าใหม่สุดหล่ออย่าง การ์เล็ต เฮ็ดลุน มาเล่นเป็น แซม ฟลินน์ และพระเอกภาคก่อนหน้าอย่างเจฟ บริดเจส ที่ตอนนี้แก่แล้ว ก็กลับมาเล่นในบทเดิมคือ เควิน ฟลินน์ ตัวหนังยังคงธีมแอคชั่นไซไฟล้ำยุคไม่เปลี่ยนแปลง เรื่องราวเกิดขึ้นหลังจากภาคแรก 28 ปี แซม ฟลินน์ บุตรชายของ เควิน ฟลินน์ CEO ของบริษัทคอมพิวเตอร์ ENCOM ที่หายตัวไปเมื่อ 20 ปีที่แล้วจากการสร้างโลกเสมือนจริงในระบบดิจิตอลชื่อ เดอะกริด ได้รับการติดต่อมาจาก อลัน เพื่อนของฟลินน์ ว่าเขาได้รับเพจเจอร์มาจากฟลินน์ให้ไปช่วยเขาในเดอะกริด และเขาเห็นว่าแซมมีความสามารถที่น่าจะเข้าไปช่วยพ่อของเขาได้ เลยให้กุญแจแซมไปยังร้านเกมที่ฟลินน์เป็นเจ้าของ แซมก็ได้ไปยงร้านเกมและได้ไปเปิดระบบพาตัวเองเข้าไปใน เดอะกริด ได้สำเร็จ และได้พบกับชายคนนึงที่หน้าตาเหมือนฟลินน์ พ่อขอเขา แต่ไม่ใช่ แล้วพอชายคนนี้รู้ว่าเป็นบุตรชายของฟลินน์ก็จับตัวไปแข่งขันในลานประลอง แซมต้องเอาตัวรอดจากการแข่งเกมนี้เพื่อให้รู้ว่าเรื่องรวมันเป็นยังไง พ่อของเขายังมีชีวิตอยู่ไหม หนังภาพสวยมาก เป็นการต่อยอดมาจากหนังภาคก่อนหน้าที่ยังทำคอมพิวเตอร์กราฟฟิกได้ไม่สุดทางเพราะข้อจำกัดด้านฮาร์ดแวร์ในขณะนั้น จนทุกอย่างดูสมจริงขึ้น สมัยใหม่ขึ้น โทนสีภาพสวย เพลงประกอบเพราะ ฉากการประลองต่างๆ พัฒนาไปจากภาคก่อนอย่างดีขึ้นมากๆ ทั้งการปาจานร่อนที่มีลูกเล่นมากขึ้น ฉากแข่งรถไลท์ไซเคิลที่สนุกและตื่นตาตื่นใจกว่ามาก รวมไปถึงยังมียานพาหนะใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มขึ้นอีกด้วย เรียกว่าสุดทางในยุค 2010 จริงๆ ในส่วนของเนื้อเรื่องนั้นลดความเนิร์ดให้เหลือน้อยลงจากภาคก่อน เพิ่มความเป็นไซไฟแฟนตาซีมากขึ้น คนที่ไม่รู้เรื่องคอมพิมเตอร์ก็ยังดูเข้าใจได้ ดูไปดูมาก็มีความคล้ายสตาร์วอร์นิดๆ และก็คล้ายภาคก่อนหน้าด้วยในหลายๆ ฉาก แต่ก็ยังสนุกและดูได้ไม่เบื่อ น่าเสียดายที่โครงการสร้างภาคต่ออย่าง Tron: Evolution นั้นดิสนีย์ได้ยุบไปแล้ว ฉะนั้นเราจะไม่ได้ดูภาคต่ออีกแล้ว อย่างน้อยก็ในอีกหลายปี จนกว่าเขาจะเปลี่ยนใจหยิบมาสร้างใหม่ หรืออาจจะรีบูทใหม่ตามสไตล์ฮอลลีวูดก็ได้

Advertisements

การแสดงความเห็นถูกปิด

Create a website or blog at WordPress.com

Up ↑

%d bloggers like this: