The Secret Life of Walter Mitty (2013) — อะไรคือความหมายของชีวิต

“มีผู้ชายคนเดียวที่ไว้เคราแล้วดูดี… ดัมเบิ้ลดอร์” (เจ็บมั้ยล่ะมึง 555)

ข้าเจ้าใช้เวลาตัดสินใจแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ขี่รถออกไปดูหนังเรื่องนี้เลย เป็นหนังเรื่องแรกที่ได้ดูของปี 2557 (แต่เป็นหนังปี 2556 เรื่องสุดท้ายตามกำหนดฉาย) ไม่รู้ทำไมถึงออกไปดู แต่คิดว่าน่าจะคุ้มค่านะ กับหนังชื่อย้าวยาวที่กำกับและแสดงเองโดยป๋าเบน สติลเลอร์สุดหล่อนี่เอง The Secret Life of Walter Mitty หรือชื่อภาษาไทยว่า ชีวิตพิศวงของวอลเตอร์ มิตตี้ หน้าหนังเหมือนเป็นหนังดราม่า แต่มีตลกเข้ามาหน่อยนึงด้วยแหละ เหมือนเป็น Life of Pi ของปีนี้ยังไงก็ไม่รู้

The-Secret-Life-Mitty-01

เรื่องราวของนายวอลเตอร์ มิตตี้ เป็นคนช่างฝันรุ่นใหม่ เขาเป็นผู้ลำดับภาพนิ่งให้กับนิตยสาร Life ซึ่งเป็นนิตยสารที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวและการใช้ชีวิต เขาใช้วิธีผ่อนคลายจิตใจจากชีวิตที่จำเจด้วยการหายตัวไปอยู่ในโลกแห่งจินตนาการสุดตื่นเต้นอย่างเป็นผู้กล้าที่มีความมั่นใจ มีความรักที่ชวนหลงใหล และได้รับชัยชนะจากอุปสรรคขวากหนามต่างๆ ทั้งๆ ที่ตัวจริงก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรเล้ยยย เงินทองก็ไม่มี ทักษะที่มีก็แค่เล่นสเก็ตบอร์ดเท่านั้น มิตตี้แอบชอบเชอริล เมลฮอฟ พนักงานสาวที่เพิ่งย้ายเข้ามาทำงานใหม่ เขาพบเธอในโซเชียลเน็ตเวิร์คแห่งหนึ่ง แล้วก็ได้แต่ฝันว่าเขาจะได้มีโอกาสได้พูดคุยกับเธอบ้าง จนได้มีโอกาสคุยกันก็ได้ทราบว่าเอเลิกกับสามีแล้ว และมีลูกชายหนึ่งคน เขาก็ได้แต่หวังว่าเธอจะมาสนใจเขาบ้าง

วันหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นที่บริษัท เมื่อมีบอร์ดผู้บริหารคนใหม่เข้ามา แล้วทำการปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ทั้งหมดให้กลายเป็นนิตยสารออนไลน์ ทำให้ต้องปลดพนักงานออก และจะตีพิมพ์นิตยสารเป็นกระดาษฉบับสุดท้าย มิตตี้ได้รับพัสดุจาก ฌอน โอคอนเนล ช่างภาพที่เจ๋งที่สุดในบริษัท ในขณะที่สังคมเปลี่ยนแปลง ฌอนยังคงถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม และยังเป็นสีขาวดำ ฌอนส่งกระเป๋าสตางค์ที่มีคำขวัญของนิตยสารมาให้เขา และฟิล์มขาวดำเพื่อที่จะให้วอลเตอร์เอารุปไปใช้เป็นหน้าปกฉบับสุดท้าย แต่ปัญหาคือ ฟิล์มรูปที่ 25 ที่ฌอนส่งโทรเลขมาย้ำว่าเขาต้องการให้ใช้รูปนี้ เขากลับหามันไม่เจอ พลิกแผ่นดินหาก็ไม่เจอ

งานเข้าแล้วไงทีนี้ มิตตี้จำเป็นต้องตามหาตัวฌอน แต่เมื่อฌอนเป็นคนหัวโบราณ โทรศัพท์ก็ไม่พก แถมยังเป็นคนไม่มีที่อยู่ที่แน่นอนอีกต่างหาก เขาเลยใช้เบาะแสจากฟิล์มรูปก่อนหน้า และความช่วยเหลือจากเชอริล ทำให้เขาต้องออกเดินทางเพื่อตามหาฟิล์ม และออกตามหาความหมายของ “ชีวิต”

The-Secret-Life-Mitty-02

อาจจะบอกได้เลยว่าหนังเรื่องนี้เหมือนเป็น Life of Pi ที่ตัดปรัชญาออกแล้วเพิ่มความตลกลงไป เพราะว่าหนังเรื่องนี้ภาพสวยมาก นอกจากจะเป็นภาพแบบ 2.35:1 แล้ว เราจะได้เห็นรูปภูเขาสูง ถนนที่ทอดยาว ท้องทะเล ภูเขาไฟ และอีกมากมายที่จะได้เห็น แต่สิ่งที่ทำให้มันแตกต่างจากหนังอีกเรื่องคือการที่เราแยกไม่ออกเลยว่าฉากเหล่านี้ไปถ่ายทำมาจริงๆ หรือใช้ซีจีเอา ในขณะที่หนังอีกเรื่อง ทั้งเสือและทะเลคือสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมา เลยไม่อิน

เพลงประกอบค่อนข้างเพราะเลยทีเดียว และไม่ใช่แค่เพราะเท่านั้น หลายเพลงยังเป็นเพลงที่มีความหมายดีเสริมกับหนังมาก เพลงที่เด่นที่สุดเห็นจะเป็นเพลง Space Oddity ของ David Bowie แม้จะเก่า แต่ถือเป็นเพลงที่อมตะ และใส่มาถูกจังหวะมากจนดูแล้วขนลุก เพลงตอนจบก็ใช้ได้เลย ฟังเพลินๆ ไม่ยอมลุกออกจากที่นั่งสักที 555

ป๋าเบนในเรื่องนี้อาจจะตลกน้อยกว่าเรื่องอื่นไปบ้าง แต่ถือว่าเล่นได้ดีทีเดียว แม้ว่าจะไม่ได้ดราม่าหนักๆ แต่เราจะเห็นถึงแววตาที่มุ่งมั่นและช่างจินตนาการของเขาได้ นักแสดงคนอื่นๆ ก็เล่นได้มีชีวิตดี นางเอกก็น่าย้ากกกก -3-)

การตัดต่อกระชับดี แม้ว่าหนังอาจจะไม่ได้มีจุดพีคที่เข้มข้น แต่หนังก็ไม่ได้น่าเบื่อจนอยากหลับ มันดำเนินไปอย่างเรียบๆ แต่ก็บ้าคลั่งในบางตอน ดั่งชีวิตคนเราที่ไม่ได้มีแต่เรื่องจำเจซ้ำซาก แม้ว่าข้าเจ้าจะเดาฉากต่อไปออกได้หลายฉาก แต่สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ใช่ประเด็นหลัก มันจะนำไปสู่จุดที่เราจะเข้าใจความหมายของการมีชีวิตได้มากขึ้น

*** ถัดจากรูปนี้จะเป็นบทวิเคราะห์หนัง มีการสปอยล์หนังด้วยแหละ ***

The-Secret-Life-Mitty-03

หนังเปิดเรื่องด้วยเรื่องราวของความฝัน พระเอกเป็นคนช่างฝัน แต่ความฝันของเขาไม่ค่อยยิ่งใหญ่นักหรอก แค่อยากให้เชอริล พนักงานสาวที่เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ที่บริษัทเดียวกับเขา หันมาสนใจเขาบ้าง เขาได้แต่ฝัน ฝันว่าได้คุยกัน แต่เมื่อถูกปลุกกลับมาโลกแห่งความจริง เขาก็ป๊อดมากจนไม่กล้าจะเข้าไปพูดคุยกับเธอ ชีวิตเขาก็คงจะลงเอยแบบนี้เสมอมา จนกระทั่งเขาได้รู้ความจริงว่าเธอกลับไปคืนดีกับสามีแล้ว

หลังจากที่เริ่มมีปัญหาฟิล์มหาย มิตตี้ที่ทั้งมีภาระที่ต้องเลี้ยงดูแม่และน้องสาวก็จำเป็นต้องออกตามหาฟิล์มที่หายไป งานก็เสี่ยงจะโดนไล่ออก ตังค์ก็ไม่ค่อยจะมีเหลือ แต่ทำไมชั้นถึงต้องมาตามไกลถึงบนภูเขาลงทะเลนะ เขาอาจจะบ่นในใจ หรือการที่ไม่มีฟิล์มของฌอม เป็นบททดสอบให้มิตตี้ต้องออกมาใช้ชีวิตอย่างโลดโผนโจนปัญญาแบบนี้นะ เขาคิด แต่ในระหว่างทางเขาได้เรียนรู้ว่า ความสามารถกิ๊กก๊อกในวัยเด็กอย่างการเล่นสเก็ตบอร์ดเก่ง มันไม่ได้ไร้สาระเลย มันสามารถใช้ประโยชน์ได้ คือซื้อเวลาช่วยชีวิตให้เขาไปทันเวลาได้ และช่วยฉุกคิดคนดูว่า ความสามารถบางอย่างที่เราเก่งแต่คนอื่นอาจจะมองว่าไร้สาระ แต่จงภูมิใจไว้ เพราะสักวันเราอาจจะได้ใช้มันในโอกาสสำคัญ

เรื่องราวในช่วงแรกๆ จะเต็มไปด้วยความฝัน ด้วยความที่พระเอกเป็นคนช่างฝัน เราจะได้เห็นภาพแฟนตาซีต่างๆ มากมาย แต่พอออกเดินทาง เราจะเห็นว่าเขาเริ่มฝันน้อยลง เพราะเขาเริ่มมีความกล้าพอที่จะออกไปลุยจริงๆ แล้ว ในฉากเฮลิคอปเตอร์ ที่มีภาพนิมิตรของเชอริลออกมาร้องเพลง Space Oddity เพลงในตำนานของ David Bowie เป็นเพลงที่มีความหมายดีมาก กล่าวถึงชายคนหนึ่งที่กล้าหาญออกเดินทางเพื่อตามหาความสวยงามของชีวิต (อ่านบล็อกแปลเพลงได้ ที่นี่ : พื้นที่โคดสะนา) เขามีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือหันกลับบ้านแล้วเผชิญหน้ากับจุดจบ หรือวิ่งขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อออกตามหาสิ่งสำคัญ เขาคิดถูกต้องเมื่อเขาตัดสินใจกระโดดคว้าเก้าอี้เฮลิคอปเตอร์

จนมิตตี้เดินทางมาถึงร้านปาป้าจอห์น ร้านอาหารฟาสต์ฟูตที่ชื่อเหมือนกับพ่อของมิตตี้ที่เสียไปนานแล้ว แม้ว่ามิตตี้อาจจะไม่ค่อยลงรอยกับพ่อเท่าไหร่นัก แต่หลังจากที่พ่อเขาเสีย เขาเองก็ดูจะเสียใจพอสมควร ถึงขั้นยอมตัดผมจากทรงวัยรุ่นเด็กแนว แล้วไปทำงานเก็บเงินที่ร้านปาป้าจอห์นนี่เอง เชื่อว่าเขาต้องทำใจอย่างหนักเพื่อให้ผ่านจุดนี้ไปได้ นึกถึงตอนที่ข้าเจ้าเลิกกับแฟน เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก เวลาที่ได้ยินชื่อหรืออะไรที่เกี่ยวข้องกันกับเขา จากที่กำลังเฮฮาร่าเริงอยู่ก็จะชะงักไปเลย เพราะความรู้สึกต่างๆ ที่ยังผูกพันกันอยู่ แม้ว่าตอนนี้จะดีขึ้นมากแล้ว แต่ฉากนี้ทำให้ข้าเจ้าหวนนึกถึงเลย มันเป็นแรงกระตุ้นที่ว่า เราจะต้องก้าวข้ามมันไปให้ได้ เราจะต้องผ่านไปให้ได้

The-Secret-Life-Mitty-04

ก่อนออกเดินทางตามหาฟิล์ม เขาได้สมัครโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คอยู่ตัวนึง แต่ไม่ค่อยมีใครมาทักทายเขาเท่าไหร่นัก เพราะชีวิตของเขาไม่มีอะไรน่าสนใจ มีเพียงเชอริลคนเดียวเท่านั้นที่เธอสนใจ แต่เธอก็ดูจะไม่สนใจคนอื่นเลย การออกเดินทางทำให้เขามีข้อมูลต่างๆ ใส่เข้าไปในโปรไฟล์ของเขามากขึ้น เริ่มมีคนมาสนใจเขามากขึ้น แต่ข่าวร้ายที่เขาได้รู้ก็คือ เชอริลปิดโปรไฟล์ของเธอไปเสียแล้ว มันจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อคนที่อยากให้มาสนใจเขาก็ไม่อยู่แล้ว แล้วคนอื่นๆ ที่มาสนใจเขามันก็ไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้วล่ะ เขาตัดสินใจปิดโปรไฟล์ทิ้งอย่างเศร้าๆ

การตามหาฌอนและฟิล์มไม่เป็นผล ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น เขาเดินทางกลับมาพบว่า บอร์ดคนใหม่ได้ไล่เชอริลออกไปแล้ว และยิ่งพอรู้ว่าเขาตามหาฟิล์มให้บริษัทไม่ได้อีก เขาจึงถูกไล่ออก ด้วยความสิ้นหวัง ทั้งเรื่องความรัก และความหวังที่เขาจะได้ดูแลแม่และน้องสาว เขาเดินกลับบ้านด้วยความสิ้นหวัง เมื่อไปถึงที่บ้านเลยทิ้งกระเป๋าสตางค์ที่ฌอนมอบให้เขา โชคดีที่แม่กับน้องสาวไม่ได้ผิดหวังในตัวเขา กลับพูดให้กำลังใจเขาอีก เขาได้เรียนรู้ว่า ไม่ว่าชีวิตจะต้องพบเจอกับอุปสรรค์อะไร แต่การได้กลับบ้านไปกอดพ่อกอดแม่มันคือสิ่งที่มีคุณค่าที่สุด มันคือกำลังใจที่ดีที่สุด อยู่ในทุกอย่างที่เราเรียกว่า ครอบครัว

นั่นทำให้เขาไม่ยอมแพ้ ออกตามหาฌอนและฟิล์มต่อไป เขาไปพบกับฌอนที่เทือกเขาหิมาลัย ฌอนบอกว่า ฟิล์มอยู่ในกระเป๋าสตางค์ที่ให้เขาไง จะบ้าหรอ มิตตี้ตะโกนลั่น เขาทิ้งมันไปแล้ว ทำไมถึงเล่นตลกอะไรแบบนี้ (จุดนี้ข้าเจ้าเดาถูกเผงเลย และร้องลั่นโรงเลยว่า กูว่าแล้ว หลังจากนั้นก็อายคนในโรงหนังมาก) ว่าแต่ฟิล์มรูปนั้นเป็นรูปอะไรล่ะ ยังไม่ทันที่ฌอนจะตอบ เขารีบเรียกให้มิตตี้มาดูสิ่งๆ หนึ่งจากในกล้องถ่ายรูป มันเป็นรูปของเสือดาวหิมะ (Snow Leopard) เป็นเสือที่สวยงามและหายาก มันไม่ค่อยปรากฏตัวให้ใครเห็น และฌอน ผู้ตั้งใจว่าจะมาถ่ายรูปเธอกลับตันสินใจที่จะจ้องมองเธออยู่ตรงนั้นผ่านเลนส์ซูมขนาดมหึมา เขาจ้องมองความสวยงามอย่างใจจดใจจ่อ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้กดชัตเตอร์

ฌอนถามเขาว่า มันสวยงามใช่มั้ยล่ะ เขาได้แต่พยักหน้า “เพราะว่าความสวยงามที่แท้จริงน่ะ มันไม่เรียกร้องความสนใจ” ฌอนเสริม เราจะฉุกคิดได้ว่า สิ่งต่างๆ ที่อยู่ในธรรมชาติของมัน มีความสวยงามอย่างที่มันควรจะสวยงาม และเป็นในอย่างที่เป็น มันไม่จำเป็นต้องเป็นในสิ่งที่คนอื่นอยากเห็น ความงามที่เป็นตัวของมันอยู่แล้วคือความงามที่มีคุณค่า การสร้างสรรค์ความงามขึ้นมาตามแบบที่คนอื่นต้องการคือความงามที่ไร้ค่า คนที่พยายามทำสวยเพื่อให้มีคนมาสนใจ สุดท้ายก็คือการเรียกร้องความสนใจ ไม่ได้สวยอย่างมีคุณค่าเลย

The-Secret-Life-Mitty-05

เขาถามฌอนว่าทำไมถึงไม่กดชัตเตอร์ ฌอนพูดออกมาเรียบๆ ว่าเพราะว่ามันสวยงามมาก จนผมไม่อยากให้กล้องถ่ายรูปมาขัดขวางผมกับมัน “ความทรงจำบางอย่าง จะดีที่สุดถ้าเราเลือกที่จะเก็บมันไว้… ในความคิด” เพราะความทรงจำที่มีคุณค่า ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปถ่าย คนที่ผ่านประสบการณ์ต่างๆ มาเยอะจะเข้าใจ ข้าเจ้าจะขอพูดถึงเรื่องราวของช่างภาพ ช่างภาพมือใหม่มักจะชอบถ่ายรูปมากๆ เวลาเจออะไรก็จะต้องเข้าไปถ่ายรูปเสมอ เวลาไปเที่ยวกับเพื่อนก็จะต้องหยุดเพื่อนไว้เพื่อถ่ายรูปตลอด เพราะความตื่นเต้น ความเห่อ และความบ้าพลัง รูปที่ถ่ายก็ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่หรอก แต่หลังจากที่เรามีประสบการณ์แล้ว เราจะถ่ายรูปได้น้อยลง แต่รูปที่ถ่ายได้จะมีเรื่องราวมากขึ้น สวยงามมากขึ้น รูปถ่ายบางรูปอาจจะต้องรอให้ถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมกว่าจะถ่ายได้ รูปบางรูปอาจจะไม่ได้ถูกถ่ายง่ายๆ ด้วยองค์ประกอบต่างๆ แต่สิ่งที่เราได้เรียนรู้คือ เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการถ่ายภาพ เราได้เห็นรอยยิ้มผู้คน วิถีชีวิต ความฝัน ความหวัง และความสวยงามของชีวิต ที่ไม่ได้ถูกบันทึกในหนังสือเล่มไหน เป็นสิ่งที่แม้แต่กล้องถ่ายรูปก็มิอาจจะบันทึกไว้ได้ หรือถ้าจะบันทึกได้ ก็ไม่สวยงามพอภาพที่เราไดสัมผัสด้วยความรู้สึกตนเอง

ฌอนบอกว่าฟิล์มรูปนั้นคือความหมายของคำว่า ชีวิต เป็นแก่นสารของชีวิตที่จะทำให้เราเข้าใจว่าชีวิตคืออะไร มิตตี้ทำใจไว้แล้วว่าเขาคงหาฟิล์มไม่เจออีกแล้วล่ะ เลยกลับบ้าน ปรากฏว่าแม่ของเขาเป็นคนเก็บกระเป๋าเงินให้เขา แม่บอกว่าชอบเก็บของจุกจิกที่ลูกทิ้งไว้เสมอ (ข้าเจ้าน้ำตาซึมเลย) และฟิล์มรูปนั้นเป็นรูปของมิตตี้เอง เขากำลังนั่งตรวจฟิล์มต่างๆ ที่ฌอนเคยส่งให้ ชีวิตที่คุ้มค่าไม่ใช่ชีวิตที่ต้องออกเดินทางไกลๆ ไม่ใช่ชีวิตที่มัวแต่ฝันไปวันๆ หากแต่เป็นชีวิตที่เราได้มีโอกาสทำในสิ่งที่ชอบ ได้ทำตามหน้าที่ของเราอย่างเต็มความสามารถ ได้อยู่กับครอบครัวที่อบอุ่น ในที่นี้หมายถึง การที่ฌอนได้ถ่ายรูปในสิ่งที่เขาอยากเห็น การที่มิตตี้ได้ทำงานอยู่ที่นิตยสาร และนำรูปของฌอนมาเผยแพร่ให้คนอื่นเห็น นั่นแหละคือแก่นสารของชีวิตที่มีคุณค่า การที่แม่ของเขาได้ตัดสินใจขายเปียโนที่สามีเธอเคยซื้อให้ตอนวันแต่งงาน ทำให้เธอได้รู้ว่าเราต้องก้าวผ่านความทรงจำต่างๆ ไปให้ได้ นี่ก็เป็นอีกคุณค่าหนึ่งของการมีชีวิต

หนังจบลงที่ภาพของมิตตี้หางานใหม่ทำ แม้จะไม่มีใครรู้ว่าเขาจะได้งานใหม่ทำหรือไม่ แต่เขาก็ได้เรียนรู้ว่า ที่ผ่านมาชีวิตของเขานั้น คุ้มค่ามากพอแล้ว เหมือนคำขวัญของนิตยสารที่ว่า

“To see the world, things dangerous to come to, to see behind walls, to draw closer, to find each other and to feel. That is the purpose of life.”

“จุดมุ่งหมายของการมีชีวิต คือการได้ออกท่องโลก เผชิญหน้ากับเรื่องท้าทาย ได้มองเห็นสิ่งมองไม่เห็น เพื่อใกล้ชิด ออกค้นหาและรู้สึกถึงความรู้สึก”

*** จบอาณาเขตการสปอยล์แต่เพียงเท่านี้ ****

The-Secret-Life-Mitty-06

จุดที่ชอบ
– ภาพสวยมากกกกก
– แง่คิดดี
– นักแสดงน่ารัก

จุดสังเกต
– เนื้อเรื่องค่อนข้างบ้าเหมือนคาแรกเตอร์พระเอก
– ตอนจบมันเป็นแบบสูตรสำเร็จไปหน่อย

กะโหลก
ภาพและเทคนิคพิเศษ 20/20
เสียงและดนตรีประกอบ 17/20
นักแสดงและตัวละคร 17/20
บท แง่คิด และเนื้อเรื่อง 17/20
ความสนุกและพึงพอใจ 18/20
กะโหลกรวม 89/100

หนึ่งประโยค : ว่าไงล่ะผู้การทอม

หนังอาจจะไม่ได้ดีที่สุด พีคที่สุด แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมพอออกมาจากโรงหนังแล้วถึงได้เกิดความรู้สึกอิ่มใจอย่างบอกไม่ถูก มันจู่ๆ ก็ประทับใจ เหมือนได้เรียนรู้อะไรสักอย่าง มันดูไม่มีเหตุผลเลย และการได้เป็นหนังในดวงใจของปี 2013 อันดับที่ 8 บางครั้งก็ไม่มีเหตุผลเหมือนกัน

ส่วนคนที่ไปดูมาแล้วอยากจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เรียนเชิญช่วยกันใช้พื้นที่คอมเมนท์ข้างล่างให้เกิดประโยชน์ครับ อย่าปล่อยให้ทิ้งร้างจะเป็นพระคุณอย่างสูง

แล้วพบกันใหม่หลังหนังเรื่องต่อไปจบลง ขอให้สนุกกับการดูหนังครับ :)

Skull Registration No. 0029

Advertisements

5 Comments

ทิ้งคอมเม้นไว้ตรงนี้

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s