ปาดังเบซาร์ (I carried you home) (2554) — พบกันเมื่อแม่ตาย

“ชีวิตคนเรามันไม่แน่นอน” (ก็นั่งแทนสิป้า)

ช่วงกลางเดือนมีนาคมได้เห็นโปสเตอร์ฉายหนังรอบพิเศษเรื่องหนึ่งที่เมเจอร์ เชียงใหม่ ด้วยความสงสัยว่าเป็นหนังอะไร เพราะมีแต่รูปสายป่านกับจั๊กจั่นอยู่บนโปสเตอร์นั่น เลยไปค้นหาข้อมูลดู มีแต่คนบอกว่าหนังดี เคยได้ไปฉายที่เทศกาลหนังเมืองปูซานประเทศเกาหลีด้วย สุดท้ายเลยตีตั๋วไปนั่งดู ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ ค่าตั๋ว 140 บาทใช้ Student Price ไม่ได้ ขอขอบพระคุณอย่างสูง =/\=

หนังเรื่องนี้มีชื่อว่า ปาดังเบซาร์ (เป็นชื่อตำบลหนึ่งในอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา) มีชื่อภาษาอังกฤษว่า I carried you home ตอนที่ไปดูในโรงก็เกิดความรู้สึกที่แปลกประหลาดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ กล่าวคือหนังฉายด้วยฟิล์มฮะ อะไรนะฮะ ฉายด้วยฟิล์มจริงๆ หรอเนี่ย = =) เพิ่งจะได้ดูหนังฟิล์มในรอบปีสองปีนี่เอง แล้วปรากฏการณ์ที่เหนือธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ก็คือ ซับอังกฤษเป็นแบบซับตอกฮะ ไม่ใช่ซับแบบยิงหรือดิจิตอลประการใด วินเทจมาก เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น เกิดทันแต่ซับแบบยิงแบบดิจิตอลไปแล้ว =___=) คือซับมันดิ้นมาก วับๆ แว่บๆ มันอธิบายไม่ถูกอ่ะ แต่แบบว่ามันแบบ มึนหัวสุดๆ เลย @__@)

PADUNG-02

เรื่องมีอยู่ว่าป่านกับปิ่น สองสาวพี่น้องที่เกิดเรื่องในอดีตทำให้มีปมในใจจนไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าไหร่ ป่าน (สายป่าน) เรียนม.ปลายอยู่ที่ กทม. ปิ่น (จั๊กจั่น) ไปทำงานที่สิงคโปร์ เหมือนชีวิตปิ่นจะน่าอิจฉา แต่ที่จริงก็ไปทำงานรีดผ้างกๆ ในร้านเล็กๆ ค่าจ้างก็ไม่ได้มากเท่าไหร่หรอก

วันหนึ่งแม่จากสงขลาก็มาหาป่านถึงที่ กทม. เบย (แม่จะมาทำไมเนี่ย นางคิด) ป่านที่อาศัยอยู่กับน้าสาว ก็ไปหาแม่ที่ห้างกับเพื่อน ได้คุยกันไม่กี่ประโยค ปล่อยให้แม่กับน้าสาวที่เป็นพี่สาวของแม่ได้ไปเที่ยวกันกับแก๊งค์เพื่อนๆ ของแม่ ตัวเองก็ไปเที่ยวกับเพื่อน ปรากฏว่าจู่ๆ น้าสาวก็โทรมาบอกว่า แม่ล้มหมดสติ อยู่ที่โรงบาล!!!

ป่านกับน้าสาวก็ไปเฝ้าแม่ได้คืนสองคืน ปรากฏว่าคุณแม่แสนเปรี้ยวของเราก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหว เด๊ดสะมอเร่ไปแล้ว ป่านก็จำเป็นต้องโทรหาปิ่นให้กลับมาเผาแม่ ปิ่นก็มัวแต่รีดผ้า เลยไมได้รับสาย พอปิ่นเลิกงานกลับห้องมา ถึงได้เห็นว่าป่านโทรมา สุดท้ายปิ่นก็กลับเมืองไทยมา

น้าสาวขอบินกลับไปที่สงขลาก่อนเพื่อจะจัดงานศพ แล้วให้ป่านกับปิ่นช่วยกันนั่งเฝ้าร่างไร้วิญญาณของแม่ไปกับรถโรงพยาบาล โดยคนขับที่เป็นชายไม่สมประกอบคนหนึ่ง (ความคิดเห็นส่วนตัว โปรดใช้จักรยาน) ระยะทางกว่า 900 กิโลเมตรจากกรุงเทพถึงสงขลา เรื่องราวของสองพี่น้อง ปมในใจจากอดีต ความทรงจำเกี่ยวกับแม่ และปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากการเดินทาง (ซึ่งส่วนใหญ่มาจากไอ่คนขับรถไม่เต็มบาทนี่แหละ = =) ก่อให้เกิดเรื่องราวที่น่าจดจำและผ่านพ้นไปด้วยกัน…

PADUNG-03

หนังเปิดเรื่องด้วยมุมกล้องที่ค่อนข้างแปลกประหลาด และยังมีมุมกล้องที่แปลกประหลาดแบบนี้อีกหลายฉากไปจนจบเรื่อง ถามว่าสวยมั้ยก็สวย แต่ถ้าถามว่าไม่สวยมันก็ไม่สวย มันแปลกๆ ดี ซึ่งภาพค่อนข้างจะนิ่งๆ แช่กล้อง และอ้อ แพนกล้องบ่อยมาก เอะอะก็แพนกล้องลากจากซ้ายไปขวามั่ง ขวาไปซ้ายมั่ง (จะอินดี้ไปถึงไหนฮะ = =) แต่ฉากแพนกล้องที่ดีที่สุดในหนัง และเป็นฉากที่เราชอบและสะเทือนใจที่สุดในหนังคือฉากที่แม่ร้องเพลงบนเวทีที่ ฟู๊ดคอร์ทในห้าง ยอมรับว่าสวยงามสะเทือนใจมากจริงๆ

เรื่องนักแสดงคือดี สายป่านกับจั๊กจั่นเล่นดีมาก เงียบมาก มีปมมาก ดูเหมือนเป็นพี่น้องที่ไม่ลงรอยกันจริงๆ เลย -3-) ส่วนเรื่องคนขับรถที่ไม่ค่อยเต็มบาท (ความคิดเห็นส่วนตัว โปรดใช้จักรยาน) ก็แสดงจนทำให้เราประเมินว่าเขาเป็นคนแบบนี้ได้เลย ซึ่งก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมหนังต้องให้เขามีนิสัยแบบนี้ = =) คิดไปคิดมาก็น่าหงุดหงิดแทนสองพี่น้องเหมือนกัน ที่จะต้องมาเจอคนแปลกๆ แบบนี้

คาดว่าผู้กำกับหนังไม่มีตังค์ไปจ้างคนแต่งสกอร์หนังแน่ๆ เพราะสกอร์หนังเรื่องนี้มีน้อยมากแทบจะไม่มีเลย หนังค่อนข้างจะเงียบๆ แม้ในซีนอารมณ์ก็จะเงียบๆ ให้บรรยากาศดิบๆ เหมือนอยู่ในชีวิตจริงที่เวลาเราไปดราม่ากับใครมันก็ไม่มีใครมาบรรเลงเพลง เป็นแบ๊คกราวน์หรอกใช่มั้ย :p แต่เพลงที่เราจำได้คือเพลงที่แม่ร้องตอนอยู่ที่ห้าง เป็นเสียงแก่ๆ เพลงเก่าๆ แต่ฟังแล้วขนลุก เนื้อเพลงก็เกี่ยวข้องกับความไม่แน่นอนของชีวิต ราวกับว่าแม่มีลางสังหรณ์ ซึ่งพอได้ฟังก็เกิดความรู้สึกที่เข้าใจและทำใจให้ผ่านพ้นไปได้ ถือว่าทำได้ดีทีเดียว

PADUNG-04

แต่จุดที่เรารู้สึกค้างคากับมันคือ เรื่องราวมันไม่มีจุดพีคอย่างเห็นได้ชัด การแก้ไขปมปัญหาของสองพี่น้องดูจะยังไม่ทำให้เราเคลียร์นักว่า อ้าว สองคนนี้กลับมาคุยกันดีๆ ได้ยังไง ทั้งๆ ที่มันก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรให้เราได้เห็นชัดเจนเลย บางทีมันอาจจะเป็นความรู้สึกที่อธิบายได้ค่อนข้างยากกระมัง ไม่รู้จะอธิบายยังไง เราอาจจะต้องลองมานั่งคิดกันใหม่ตั้งแต่ต้นกันเลย

เริ่มจากจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งของสองพี่น้อง ที่เราก็ยังไม่แน่ใจว่าเกิดขึ้นจากอะไร แต่การที่หนังเล่าว่า ปิ่นหนีออกจากบ้านในวันแต่งงานเพื่อหนีไปอยู่กับแฟนเลสเบี้ยนที่สิงคโปร์ มันก็อาจจะทำให้แม่เสียใจมากที่งานต่างๆ ก็จัดเตรียมพร้อมหมดแล้ว และน่าจะเกิดขึ้นโดยปุบปับโดยที่ไม่ได้คุยกับป่านก่อน ทำให้ป่านอาจจะเกิดความรู้สึกเกลียดพี่สาวตัวเองขึ้นมา มันเป็นเรื่องที่ของความรู้สึกที่ค่อนข้างซับซ้อนนะ ว่ามั้ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกของเพศหญิงที่(เพศชาย)อย่างเรายากจะเข้าใจ :p

เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปหลายปี จนถึงวันที่แม่เข้าโรงบาล ปิ่นก็ยังมัวแต่ทำงานเลยไม่ได้รับโทรศัพท์ จนกว่าจะมาถึงไทย แม่ก็ตายซะแล้ว จุดนี้ก็ยิ่งเพิ่มความขัดแย้งให้สองพี่น้องไปใหญ่ ทั้งสองต่างก็มีนิสัยที่ต่างกัน ทำให้บรรยากาศในรถยิ่งตึงเครียดไปใหญ่ (แต่ที่น่าเครียดยิ่งกว่าคืออีตาคนขับรถเนี่ยแหละ = =) และอุปสรรค์ต่างๆ ระหวาางการเดินทางนี่เองที่ทำให้ทั้งคู่ต้องเผชิญหน้ากับมัน ณ จุดนี้เราสัมผัสได้ถึงอารมณ์นั้น พอมาถึงช่วงกลางเรื่องมันก็รู้สึกคุ้นเคยกับตัวละคร เช่นเดียวกับที่สองพี่น้องเริ่มคุ้นเคยกันและเริ่มหันมาพูดคุยกันบ้าง

PADUNG-05

ในระหว่างการเดินทางนั่งรถที่แสนน่าเบื่อ เมื่อสองพี่น้องต่างคนต่างมีทิฐิเป็นของตัวเอง ต่างคนต่างสร้างความขัดแย้ง จึงทำให้ต้องมีตัวละครตัวที่สามขึ้นมาคอยปรับอารมณ์เราทุกคน เขาคือ ต่อ คนขับรถของโรงพยาบาล เท่าที่ดูมา ก็คาดเดาได้ว่าเขาคงไม่เต็มใจที่จะมาทำงานนี้มากนัก เนื่องจากต้องขับรถเป็นระยะทางไกล และนิสัยที่ดูเป็นคนตรงไปตรงมา แต่ขี้เกียจและเซ็งชีวิตเป็นบ้า ก็ทำให้ช่วยดึงอารมณ์ต่างๆ ของหนังให้กลับมาสู่โลกของความเป็นจริงได้ แม้จะดูน่าหงุดหงิด แต่ก็เชื่อได้เลยว่าในสถานการณ์ที่ตึงเครียดแบบนี้ เราคงๆขาดคนแบบ ต่อ ไปไม่ได้จริงๆ

ช่วงท้ายเรื่องทำให้หงุดหงิดมากตรงที่มันไม่มีดราม่าอะไรที่จะทำให้ถึงจุดพีคได้ หนังก็ยังคงเล่าเรื่องแบบเนิบๆ เงียบๆ เหมือนเดิม และใช้ สองพี่น้องก็กลับมาคุยกันเหมือนเดิมแบบที่เราก็ยังไม่เชื่อสนิทใจว่าจะเป็น แบบนั้นจริงๆ เมื่อลองมานั่งคิดดูถึงเหตุผลที่น่าจะเป็นไปได้ ก็คงจะเป็นเพราะเวลามันก็ผ่านมานานมากแล้ว ต่างคนต่างก็มีหน้าที่ของตัวเองต้องทำ ความรู้สึกไม่ดีเก่าๆ ก็คงเลือนหายไปตามกาลเวลาเป็นแน่แท้กระมัง เห็นว่าอาจจะไม่มีปคะโยชน์อะไรที่จะมาเกลียดกันอีก ก็ได้แต่ปล่อยให้เวลาช่วยเยียวยาทุกอย่าง คิดเหมือนกันหรือเปล่า

แต่พอดูมาถึงตอนจบฉากลอยอังคารเถ้ากระดูกคุณแม่ ก็ราวกับว่าทุกอย่างมันจบลงไปแล้ว ความคิดต่างๆ ที่เคยอยู่ในจิตใจ เราก็ควรเลือกที่จะลืมมัน ปล่อยอดีตไปกับสายน้ำ ให้เหลือเพียงแต่ปัจจุบันที่เรากำลังจะเดินไป เถ้ากระดูกคุณแม่ก็คงเปรียบได้กับความทรงจำในอดีต เรามีสิทธิ์ที่จะทิ้งความทรงจำไม่ดี และเลือกเก็บความทรงจำที่มีความสุขได้ จนเมื่อผ่านถึงจุดนั้นมาได้ เราก็ถึงได้เข้าใจแล้ว ใช่หรือเปล่า

ถ้าเปรียบหนังเหมือนโมเมนนต์หนึ่งของชีวิตคนไม่กี่คน หนังเรื่องนี้ก็เข้าข่ายนั้น เพราะชีวิตของเราไม่ได้หวือหวาตลอดเวลา มันจะต้องมีช่วงเวลาที่เราต้องเงียบสงบ เพื่ออดทนต่อความรู้สึกต่างๆ ที่คอยทำร้ายจิตใจของเราตลอดมา และจะทำให้เราสามารถก้าวข้ามจุดๆ นั้นมาได้อย่างมีความสุข จึงขอตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ให้ใหม่ว่า “สองพี่น้องแม่ตาย กับชายคนขับรถหน้าเอ๋อ” = =)

PADUNG-06

จุดที่ชอบ

– สายป่านและจั๊กจั่น
– ความสดใหม่ของเนื้อเรื่อง ความดราม่า

จุดสังเกต

– มุมกล้องอินดี้เกินไป กล่าวคือชอบถ่ายแช่ไว้ สงสัยตากล้องไปเข้าห้องน้ำบ่อย จุดนี้ทีมงานควรเลือกตากล้องคนใหม่ = = (อนึ่ง ภาพสวยดีแบบแปลกๆ)
– นายคนขับรถดูเหมือนเป็นคนไม่เต็มบาท ทางโรงบาลไม่น่าจ้างคนแบบนี้มาขับรถ (อาจจะเป็นความตั้งใจของผู้กำกับที่จะช่วยทำให้เรื่องซอฟท์ลง อันนี้มิอาจทราบได้)
– เพลงประกอบไม่ค่อยมี หนังจะเงียบเหมือนเป่าสาก
– อย่าคาดหวังจุดพีคจากหนังเรื่องนี้ เพราะมันไม่มี
– ถ้าอยากได้ยานอนหลับ แนะนำให้เปิดหนังเรื่องนี้ดู

กะโหลก

ภาพและเทคนิคพิเศษ 18/20
เสียงและดนตรีประกอบ 14/20
นักแสดงและตัวละคร 18/20
บท แง่คิด และเนื้อเรื่อง 12/20
ความสนุกและพึงพอใจ 13/20
กะโหลกรวม  75/100

ขอสามพยางค์ : เนิบ เนิบ หลับ -0-)

ก็นึกว่าจะมีอะไรให้พีคมากกว่านี้ สุดท้ายก็จบแบบแค่นี้เองหรอ นี่น่ะหรอหนังที่เค้าชมว่าดี น่าเบื่อมาก -0-) แถมผู้หญิงที่นั่งข้างๆ ก็มารยาทดีเหลือเกินนะ หยิบมือถือมาเช็คทุก 5 นาทีเลย เป็นอะไร ติดสามีหรอ ดูหนังแค่สองชั่วโมงรอไม่ได้หรอ ทีหลังอย่ามาโรงหนังอีกนะ กลับไปนอนกกสามีที่ห้องไป -*-) พูดแล้วมันหงุดหงิดจริงๆ เลย

ส่วนคนที่ไปดูมาแล้วอยากจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เรียนเชิญช่วยกันใช้พื้นที่คอมเมนท์ข้างล่างให้เกิดประโยชน์ครับ อย่าปล่อยให้ทิ้งร้างจะเป็นพระคุณอย่างสูง

แล้วพบกันใหม่หลังหนังเรื่องต่อไปจบลง ขอให้สนุกกับการดูหนังครับ :)

Skull Registration No. 0017

Advertisements
หมวดหมู่:

ทิ้งคอมเม้นไว้ตรงนี้

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s